รูปแบบราคาที่โปรแกรมออกเอกสารบริษัทใช้กันมีอะไรบ้าง
ตลาดโปรแกรมออกเอกสารบริษัทไทยตอนนี้ใช้อยู่หลักๆ 4 แบบ คือคิดรายเดือน/รายปี คิดต่อบริษัท คิดต่อผู้ใช้ และแบบฟรีที่จำกัดโควตา แต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจคนละแบบ
คิดเป็นรายเดือนหรือรายปี — จ่ายค่าสมัครสมาชิกคงที่ แลกกับสิทธิ์ใช้งานไม่จำกัดจำนวนเอกสารในเดือนนั้น (หรือมีเพดานสูง) แบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ออกเอกสารสม่ำเสมอทุกเดือน เพราะรู้ต้นทุนล่วงหน้าแน่นอน วางแผนงบง่าย
คิดต่อบริษัท/นิติบุคคล — บางระบบคิดค่าบริการแยกต่อบริษัทที่คุณเพิ่มเข้าไปในระบบ ถ้าคุณมีบริษัทเดียวไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณดูแลหลายนิติบุคคล เช่น เปิดบริษัทลูก หรือรับทำบัญชีให้ลูกค้าหลายเจ้า ราคาจะขยับตามจำนวนบริษัทที่เพิ่ม จุดนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ต้องออกเอกสารหลายบริษัทโดยไม่ให้เลขที่เอกสารชนกัน เพราะบางเจ้าคิดราคาแบบนี้จนต้นทุนบวมเร็วกว่าที่คิด
คิดต่อผู้ใช้ (per user) — เหมาะกับทีมที่มีหลายคนเข้าระบบพร้อมกัน เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี HR ต้องเข้าคนละส่วน ยิ่งทีมใหญ่ ยิ่งจ่ายเยอะ ถ้าธุรกิจคุณมีแค่เจ้าของหรือแอดมิน 1-2 คนที่ออกเอกสาร รูปแบบนี้อาจไม่คุ้มเท่าแบบคิดรายเดือนคงที่
แบบฟรี (Free tier) — ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มหรือออกเอกสารน้อยมาก แต่แทบทุกเจ้าจะจำกัดจำนวนเอกสารต่อเดือน จำกัดชนิดเอกสารที่ออกได้ หรือใส่ลายน้ำในเอกสาร พอธุรกิจโตขึ้น ปริมาณเอกสารเกินโควตา ก็ต้องอัปเกรดอยู่ดี
อะไรทำให้ราคาต่างกันในแต่ละแพ็กเกจ
ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาโปรแกรมออกเอกสารบริษัทต่างกันมี 3 อย่าง คือจำนวนนิติบุคคลที่ใช้งาน ปริมาณเอกสารต่อเดือน และมีฟีเจอร์ payroll หรือไม่
จำนวนนิติบุคคล — ถ้าคุณต้องออกเอกสารบัญชีหลายนิติบุคคล คำถามที่ควรถามก่อนสมัครคือ "ราคานี้รวมกี่บริษัท" ไม่ใช่แค่ "ราคาเดือนละเท่าไหร่" เพราะบางแพ็กเกจดูถูกตอนดูหน้าแรก แต่พอเพิ่มบริษัทที่ 2 ที่ 3 ราคาจะกระโดด
ปริมาณเอกสารต่อเดือน — ธุรกิจที่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้วันละหลายใบ ย่อมต้องการแพ็กเกจที่ไม่จำกัดจำนวน หรือเพดานสูงพอ ต่างจากฟรีแลนซ์ที่ออกบิลเดือนละไม่กี่ใบ ซึ่งแบบฟรีหรือแบบราคาถูกสุดก็พอไหว
ฟีเจอร์ payroll — ถ้าคุณต้องการโปรแกรมทำสลิปเงินเดือน คำนวณประกันสังคม หรือหัก ณ ที่จ่ายพนักงานอัตโนมัติ ฟีเจอร์นี้มักอยู่ในแพ็กเกจที่สูงกว่าแพ็กเกจออกเอกสารทั่วไป เพราะซับซ้อนกว่าและต้องอัปเดตตามอัตราภาษี/ประกันสังคมทุกปี ถ้าคุณไม่มีพนักงานประจำ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มตรงนี้เลย
FlowAccount กับ PEAK ต่างกันยังไง เลือกอันไหนดี
FlowAccount กับ PEAK ต่างกันที่จุดเน้น — FlowAccount เน้นความง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่เก่งบัญชี ส่วน PEAK เน้นความละเอียดของระบบบัญชีเต็มรูปแบบสำหรับที่มีนักบัญชีดูแล ทั้งสองเจ้าเป็นโปรแกรมบัญชีครบวงจร ไม่ใช่แค่ออกเอกสาร
จุดที่ต้องดูก่อนเลือกคือ คุณต้องการ "ระบบบัญชีเต็มรูป" (สมุดรายวัน งบการเงิน กระทบยอด) หรือแค่ "ออกเอกสารให้ถูกต้องตามสรรพากร" ถ้าคุณมีนักบัญชีทำบัญชีแยกอยู่แล้ว และสิ่งที่ปวดหัวจริงๆ คือการออกใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ สลิปเงินเดือน ให้ครบและไม่ผิดฟอร์แมต การใช้โปรแกรมบัญชีเต็มระบบอาจเป็นการจ่ายแพงเกินความจำเป็น เพราะฟีเจอร์บัญชีส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้เลย
นี่คือจุดที่โปรแกรมออกเอกสารเฉพาะทาง อย่างที่ไม่ต้องใช้โปรแกรมบัญชีเต็มระบบ เข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงกว่า
โปรแกรมออกใบกำกับภาษีฟรี ตัวไหนใช้ได้จริง ต้องดูอะไรก่อน
โปรแกรมออกใบกำกับภาษีฟรีใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากที่ออกเอกสารไม่กี่ใบต่อเดือน แต่ก่อนเลือกต้องเช็ก 4 อย่าง คือจำนวนเอกสารสูงสุดต่อเดือน จำนวนบริษัทที่เพิ่มได้ ชนิดเอกสารที่ออกได้ครบไหม และมีลายน้ำ/โลโก้ผู้ให้บริการติดในเอกสารหรือเปล่า
ข้อจำกัดที่มักโดนแบบไม่ทันสังเกตคือ แพ็กเกจฟรีหลายเจ้าให้ออกได้แค่ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ แต่ตัดใบกำกับภาษีเต็มรูปหรือหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายออกจากแพ็กเกจฟรี ทั้งที่สองใบนี้คือใบที่มีผลทางกฎหมายภาษีจริงๆ ถ้าธุรกิจคุณต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 เป็นประจำ ควรเช็กให้ชัดว่าแพ็กเกจฟรีที่คุณเล็งไว้ครอบคลุมใบนี้หรือไม่ ก่อนจะมาพบว่าใช้ไม่ได้ตอนต้องออกจริง
e-Tax Invoice by Email เริ่มยังไง ต้องใช้โปรแกรมอะไรเพิ่มไหม
e-Tax Invoice by Email เริ่มได้โดยลงทะเบียนกับกรมสรรพากรก่อน แล้วใช้โปรแกรมออกเอกสารที่รองรับการส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอีเมลตามฟอร์แมตที่กำหนด ไม่จำเป็นต้องซื้อระบบแยกต่างหาก ถ้าโปรแกรมที่ใช้อยู่รองรับฟีเจอร์นี้อยู่แล้ว
ตรงนี้เป็นอีกจุดที่ราคาต่างกันได้ เพราะบางแพลตฟอร์มเก็บฟีเจอร์ e-Tax Invoice ไว้ในแพ็กเกจระดับสูง ไม่รวมในแพ็กเกจเริ่มต้น ถ้าธุรกิจคุณกำลังจะต้องปรับตัวตามเกณฑ์ใหม่ แนะนำอ่านเพิ่มเติมที่ e-Tax Invoice & e-Receipt สรรพากร 2569 SME ต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อเช็กว่าธุรกิจคุณเข้าเกณฑ์ต้องใช้เมื่อไหร่
เทียบความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ราคาถูกสุด ควรดูตรงไหนบ้าง
การเทียบความคุ้มค่าโปรแกรมออกเอกสารบริษัท ต้องดูให้ครบทั้งราคา ความครบของเอกสาร ความถูกต้องตามสรรพากร และเวลาที่ประหยัดได้ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขราคาต่ำสุดบนหน้าแพ็กเกจ
ลองเช็กตามนี้ก่อนตัดสินใจ:
ออกเอกสารครบไหม — ธุรกิจคุณต้องใช้กี่ชนิดเอกสาร (ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หัก ณ ที่จ่าย สลิปเงินเดือน สัญญา) แพ็กเกจที่ถูกแต่ออกได้ไม่ครบ สุดท้ายต้องไปหาโปรแกรมอื่นมาเสริม ต้นทุนจริงจะสูงกว่าที่คิด ฟอร์แมตตรงมาตรฐานสรรพากรไหม — เอกสารที่ฟอร์แมตผิด เสี่ยงถูกลูกค้าหรือสรรพากรตีกลับ เสียเวลาแก้มากกว่าที่ประหยัดค่าสมัครมา รองรับหลายบริษัทได้จริงไหม — ถ้าคุณมีหรือกำลังจะมีนิติบุคคลที่สอง ราคาที่ดูถูกวันนี้อาจแพงขึ้นเยอะตอนเพิ่มบริษัท เวลาที่ตัดออกได้จริง — เทียบเวลาที่เคยเสียไปกับ Word/Excel (พิมพ์เอง คำนวณเอง เช็กเลขที่เอกสารเอง) กับเวลาที่ใช้จริงในระบบใหม่ ถ้าตัดงานคีย์มือได้เยอะ ราคาที่จ่ายเพิ่มอาจคุ้มกว่าของฟรีที่ต้องนั่งแก้เองทุกใบ
ถ้ายังใช้ Word/Excel อยู่ตอนนี้และกำลังคิดจะย้าย ลองอ่านจากไฟล์ Word/Excel เดิม สู่เอกสารออนไลน์ครบชุด ก่อน จะได้รู้ว่าย้ายแบบไหนไม่ต้องเริ่มทำใหม่ทั้งหมด
แล้ว LL-Docs คิดราคาแบบไหน
LL-Docs เป็นระบบออกเอกสารธุรกิจไทยออนไลน์สำหรับ SME ที่ต้องออกเอกสารหลายนิติบุคคล ออกได้ครบทุกใบที่ธุรกิจไทยใช้จริง ทั้งใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หัก ณ ที่จ่าย สลิปเงินเดือน ไปจนถึงสัญญา โดยไม่ต้องเก่งบัญชีหรือเปิดโปรแกรมบัญชีเต็มระบบ
โครงสร้างราคา (ณ ก.ค. 2569 · ราคาไม่รวม VAT):
| แพ็กเกจ | ราคา | ได้อะไร |
|---|---|---|
| Free | ฿0 ตลอด ไม่ต้องผูกบัตร | 30 เอกสาร/เดือน · 1 บริษัท · 2 ผู้ใช้ |
| Pro | ฿2,990/ปี (เฉลี่ย ~฿249/เดือน) จ่ายครั้งเดียว ไม่ตัดเงินอัตโนมัติ | เอกสารและจำนวนบริษัทไม่จำกัด · 10 ผู้ใช้ · ลบแบรนด์ออกจากเอกสาร · export ข้อมูล · เอกสารซ้ำอัตโนมัติ (recurring) · ออกไฟล์ PDF/A-3 สำหรับ e-Tax Invoice by Email |
จุดที่ต่างจากตลาดคือคิด ต่อบัญชี ไม่ใช่ต่อบริษัท — ถ้าคุณดูแล 3 นิติบุคคล ราคาก็ยังเท่าเดิม ต่างจากโปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่ที่ต้องสมัครแยกต่อบริษัท และไม่มีค่าติดตั้งหรือค่าอบรมแยก
ถ้าเทียบไปหลายเจ้าแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ลองเอาตัวเลขข้างบนไปเทียบกับเช็กลิสต์ที่แนะนำไป จะเห็นภาพชัดว่าแพ็กเกจไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณจริงๆ