โปรแกรมออกเอกสารบริษัท ราคาเท่าไหร่ เทียบรูปแบบราคาก่อนเลือกใช้ (ฉบับ SME)

อัปเดตล่าสุด 2026-07-26

โปรแกรมออกเอกสารบริษัท ราคาเท่าไหร่ ไม่มีคำตอบเดียว เพราะแต่ละเจ้าคิดเงินคนละแบบ เช็ครูปแบบราคา ปัจจัยที่ทำให้ต่างกัน และวิธีเทียบความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ

รูปแบบราคาที่โปรแกรมออกเอกสารบริษัทใช้กันมีอะไรบ้าง

ตลาดโปรแกรมออกเอกสารบริษัทไทยตอนนี้ใช้อยู่หลักๆ 4 แบบ คือคิดรายเดือน/รายปี คิดต่อบริษัท คิดต่อผู้ใช้ และแบบฟรีที่จำกัดโควตา แต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจคนละแบบ

คิดเป็นรายเดือนหรือรายปี — จ่ายค่าสมัครสมาชิกคงที่ แลกกับสิทธิ์ใช้งานไม่จำกัดจำนวนเอกสารในเดือนนั้น (หรือมีเพดานสูง) แบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ออกเอกสารสม่ำเสมอทุกเดือน เพราะรู้ต้นทุนล่วงหน้าแน่นอน วางแผนงบง่าย

คิดต่อบริษัท/นิติบุคคล — บางระบบคิดค่าบริการแยกต่อบริษัทที่คุณเพิ่มเข้าไปในระบบ ถ้าคุณมีบริษัทเดียวไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณดูแลหลายนิติบุคคล เช่น เปิดบริษัทลูก หรือรับทำบัญชีให้ลูกค้าหลายเจ้า ราคาจะขยับตามจำนวนบริษัทที่เพิ่ม จุดนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ต้องออกเอกสารหลายบริษัทโดยไม่ให้เลขที่เอกสารชนกัน เพราะบางเจ้าคิดราคาแบบนี้จนต้นทุนบวมเร็วกว่าที่คิด

คิดต่อผู้ใช้ (per user) — เหมาะกับทีมที่มีหลายคนเข้าระบบพร้อมกัน เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี HR ต้องเข้าคนละส่วน ยิ่งทีมใหญ่ ยิ่งจ่ายเยอะ ถ้าธุรกิจคุณมีแค่เจ้าของหรือแอดมิน 1-2 คนที่ออกเอกสาร รูปแบบนี้อาจไม่คุ้มเท่าแบบคิดรายเดือนคงที่

แบบฟรี (Free tier) — ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มหรือออกเอกสารน้อยมาก แต่แทบทุกเจ้าจะจำกัดจำนวนเอกสารต่อเดือน จำกัดชนิดเอกสารที่ออกได้ หรือใส่ลายน้ำในเอกสาร พอธุรกิจโตขึ้น ปริมาณเอกสารเกินโควตา ก็ต้องอัปเกรดอยู่ดี

อะไรทำให้ราคาต่างกันในแต่ละแพ็กเกจ

ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาโปรแกรมออกเอกสารบริษัทต่างกันมี 3 อย่าง คือจำนวนนิติบุคคลที่ใช้งาน ปริมาณเอกสารต่อเดือน และมีฟีเจอร์ payroll หรือไม่

จำนวนนิติบุคคล — ถ้าคุณต้องออกเอกสารบัญชีหลายนิติบุคคล คำถามที่ควรถามก่อนสมัครคือ "ราคานี้รวมกี่บริษัท" ไม่ใช่แค่ "ราคาเดือนละเท่าไหร่" เพราะบางแพ็กเกจดูถูกตอนดูหน้าแรก แต่พอเพิ่มบริษัทที่ 2 ที่ 3 ราคาจะกระโดด

ปริมาณเอกสารต่อเดือน — ธุรกิจที่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้วันละหลายใบ ย่อมต้องการแพ็กเกจที่ไม่จำกัดจำนวน หรือเพดานสูงพอ ต่างจากฟรีแลนซ์ที่ออกบิลเดือนละไม่กี่ใบ ซึ่งแบบฟรีหรือแบบราคาถูกสุดก็พอไหว

ฟีเจอร์ payroll — ถ้าคุณต้องการโปรแกรมทำสลิปเงินเดือน คำนวณประกันสังคม หรือหัก ณ ที่จ่ายพนักงานอัตโนมัติ ฟีเจอร์นี้มักอยู่ในแพ็กเกจที่สูงกว่าแพ็กเกจออกเอกสารทั่วไป เพราะซับซ้อนกว่าและต้องอัปเดตตามอัตราภาษี/ประกันสังคมทุกปี ถ้าคุณไม่มีพนักงานประจำ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มตรงนี้เลย

FlowAccount กับ PEAK ต่างกันยังไง เลือกอันไหนดี

FlowAccount กับ PEAK ต่างกันที่จุดเน้น — FlowAccount เน้นความง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่เก่งบัญชี ส่วน PEAK เน้นความละเอียดของระบบบัญชีเต็มรูปแบบสำหรับที่มีนักบัญชีดูแล ทั้งสองเจ้าเป็นโปรแกรมบัญชีครบวงจร ไม่ใช่แค่ออกเอกสาร

จุดที่ต้องดูก่อนเลือกคือ คุณต้องการ "ระบบบัญชีเต็มรูป" (สมุดรายวัน งบการเงิน กระทบยอด) หรือแค่ "ออกเอกสารให้ถูกต้องตามสรรพากร" ถ้าคุณมีนักบัญชีทำบัญชีแยกอยู่แล้ว และสิ่งที่ปวดหัวจริงๆ คือการออกใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ สลิปเงินเดือน ให้ครบและไม่ผิดฟอร์แมต การใช้โปรแกรมบัญชีเต็มระบบอาจเป็นการจ่ายแพงเกินความจำเป็น เพราะฟีเจอร์บัญชีส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้เลย

นี่คือจุดที่โปรแกรมออกเอกสารเฉพาะทาง อย่างที่ไม่ต้องใช้โปรแกรมบัญชีเต็มระบบ เข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงกว่า

โปรแกรมออกใบกำกับภาษีฟรี ตัวไหนใช้ได้จริง ต้องดูอะไรก่อน

โปรแกรมออกใบกำกับภาษีฟรีใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากที่ออกเอกสารไม่กี่ใบต่อเดือน แต่ก่อนเลือกต้องเช็ก 4 อย่าง คือจำนวนเอกสารสูงสุดต่อเดือน จำนวนบริษัทที่เพิ่มได้ ชนิดเอกสารที่ออกได้ครบไหม และมีลายน้ำ/โลโก้ผู้ให้บริการติดในเอกสารหรือเปล่า

ข้อจำกัดที่มักโดนแบบไม่ทันสังเกตคือ แพ็กเกจฟรีหลายเจ้าให้ออกได้แค่ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ แต่ตัดใบกำกับภาษีเต็มรูปหรือหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายออกจากแพ็กเกจฟรี ทั้งที่สองใบนี้คือใบที่มีผลทางกฎหมายภาษีจริงๆ ถ้าธุรกิจคุณต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 เป็นประจำ ควรเช็กให้ชัดว่าแพ็กเกจฟรีที่คุณเล็งไว้ครอบคลุมใบนี้หรือไม่ ก่อนจะมาพบว่าใช้ไม่ได้ตอนต้องออกจริง

e-Tax Invoice by Email เริ่มยังไง ต้องใช้โปรแกรมอะไรเพิ่มไหม

e-Tax Invoice by Email เริ่มได้โดยลงทะเบียนกับกรมสรรพากรก่อน แล้วใช้โปรแกรมออกเอกสารที่รองรับการส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอีเมลตามฟอร์แมตที่กำหนด ไม่จำเป็นต้องซื้อระบบแยกต่างหาก ถ้าโปรแกรมที่ใช้อยู่รองรับฟีเจอร์นี้อยู่แล้ว

ตรงนี้เป็นอีกจุดที่ราคาต่างกันได้ เพราะบางแพลตฟอร์มเก็บฟีเจอร์ e-Tax Invoice ไว้ในแพ็กเกจระดับสูง ไม่รวมในแพ็กเกจเริ่มต้น ถ้าธุรกิจคุณกำลังจะต้องปรับตัวตามเกณฑ์ใหม่ แนะนำอ่านเพิ่มเติมที่ e-Tax Invoice & e-Receipt สรรพากร 2569 SME ต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อเช็กว่าธุรกิจคุณเข้าเกณฑ์ต้องใช้เมื่อไหร่

เทียบความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ราคาถูกสุด ควรดูตรงไหนบ้าง

การเทียบความคุ้มค่าโปรแกรมออกเอกสารบริษัท ต้องดูให้ครบทั้งราคา ความครบของเอกสาร ความถูกต้องตามสรรพากร และเวลาที่ประหยัดได้ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขราคาต่ำสุดบนหน้าแพ็กเกจ

ลองเช็กตามนี้ก่อนตัดสินใจ:

ออกเอกสารครบไหม — ธุรกิจคุณต้องใช้กี่ชนิดเอกสาร (ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หัก ณ ที่จ่าย สลิปเงินเดือน สัญญา) แพ็กเกจที่ถูกแต่ออกได้ไม่ครบ สุดท้ายต้องไปหาโปรแกรมอื่นมาเสริม ต้นทุนจริงจะสูงกว่าที่คิด ฟอร์แมตตรงมาตรฐานสรรพากรไหม — เอกสารที่ฟอร์แมตผิด เสี่ยงถูกลูกค้าหรือสรรพากรตีกลับ เสียเวลาแก้มากกว่าที่ประหยัดค่าสมัครมา รองรับหลายบริษัทได้จริงไหม — ถ้าคุณมีหรือกำลังจะมีนิติบุคคลที่สอง ราคาที่ดูถูกวันนี้อาจแพงขึ้นเยอะตอนเพิ่มบริษัท เวลาที่ตัดออกได้จริง — เทียบเวลาที่เคยเสียไปกับ Word/Excel (พิมพ์เอง คำนวณเอง เช็กเลขที่เอกสารเอง) กับเวลาที่ใช้จริงในระบบใหม่ ถ้าตัดงานคีย์มือได้เยอะ ราคาที่จ่ายเพิ่มอาจคุ้มกว่าของฟรีที่ต้องนั่งแก้เองทุกใบ

ถ้ายังใช้ Word/Excel อยู่ตอนนี้และกำลังคิดจะย้าย ลองอ่านจากไฟล์ Word/Excel เดิม สู่เอกสารออนไลน์ครบชุด ก่อน จะได้รู้ว่าย้ายแบบไหนไม่ต้องเริ่มทำใหม่ทั้งหมด

แล้ว LL-Docs คิดราคาแบบไหน

LL-Docs เป็นระบบออกเอกสารธุรกิจไทยออนไลน์สำหรับ SME ที่ต้องออกเอกสารหลายนิติบุคคล ออกได้ครบทุกใบที่ธุรกิจไทยใช้จริง ทั้งใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หัก ณ ที่จ่าย สลิปเงินเดือน ไปจนถึงสัญญา โดยไม่ต้องเก่งบัญชีหรือเปิดโปรแกรมบัญชีเต็มระบบ

โครงสร้างราคา (ณ ก.ค. 2569 · ราคาไม่รวม VAT):

แพ็กเกจราคาได้อะไร
Free฿0 ตลอด ไม่ต้องผูกบัตร30 เอกสาร/เดือน · 1 บริษัท · 2 ผู้ใช้
Pro฿2,990/ปี (เฉลี่ย ~฿249/เดือน) จ่ายครั้งเดียว ไม่ตัดเงินอัตโนมัติเอกสารและจำนวนบริษัทไม่จำกัด · 10 ผู้ใช้ · ลบแบรนด์ออกจากเอกสาร · export ข้อมูล · เอกสารซ้ำอัตโนมัติ (recurring) · ออกไฟล์ PDF/A-3 สำหรับ e-Tax Invoice by Email

จุดที่ต่างจากตลาดคือคิด ต่อบัญชี ไม่ใช่ต่อบริษัท — ถ้าคุณดูแล 3 นิติบุคคล ราคาก็ยังเท่าเดิม ต่างจากโปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่ที่ต้องสมัครแยกต่อบริษัท และไม่มีค่าติดตั้งหรือค่าอบรมแยก

ถ้าเทียบไปหลายเจ้าแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ลองเอาตัวเลขข้างบนไปเทียบกับเช็กลิสต์ที่แนะนำไป จะเห็นภาพชัดว่าแพ็กเกจไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณจริงๆ

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมออกเอกสารบริษัทมีราคาเริ่มต้นเท่าไหร่?

ราคาตลาด ณ ก.ค. 2569 อยู่ราว ฿149–฿1,200 ต่อเดือนสำหรับ SME (Kloud SME ฿149 · FlowAccount ฿165 เมื่อจ่ายรายปี · PEAK ฿500–1,200) มีเจ้าที่ให้ใช้ฟรีแบบจำกัด เช่น SMEMOVE ฟรี 1 ผู้ใช้ และ LL-Docs ฟรี 30 เอกสาร/เดือน ส่วนแพ็กเกจเสียเงินของ LL-Docs คือ ฿2,990/ปี เอกสารและบริษัทไม่จำกัด ควรเทียบตามปริมาณเอกสารและจำนวนบริษัทที่ใช้จริง เพราะโมเดลคิดเงินต่างกัน (รายเดือน ต่อบริษัท ต่อผู้ใช้ หรือฟรีแบบจำกัดโควตา)

ออกเอกสารบัญชีหลายนิติบุคคล ควรเลือกโปรแกรมแบบไหน?

ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับหลายบริษัทในระบบเดียว และเช็กว่าราคาคิดต่อบริษัทหรือคิดรวมในแพ็กเกจเดียว เพราะบางเจ้าคิดค่าบริการแยกทุกครั้งที่เพิ่มนิติบุคคลใหม่ ทำให้ต้นทุนสูงกว่าที่คาดตอนสมัครแรก

โปรแกรมออกใบกำกับภาษีฟรีใช้แทนแบบเสียเงินได้ตลอดไปไหม?

ใช้ได้จริงถ้าธุรกิจออกเอกสารน้อยมากต่อเดือน แต่ส่วนใหญ่แพ็กเกจฟรีจะจำกัดจำนวนเอกสาร บริษัท หรือชนิดเอกสารที่ออกได้ พอธุรกิจโตขึ้นก็ต้องอัปเกรดอยู่ดี ควรเช็กเพดานของแพ็กเกจฟรีก่อนวางใจใช้ระยะยาว

จำเป็นต้องใช้โปรแกรมบัญชีเต็มระบบเพื่อออกใบกำกับภาษีไหม?

ไม่จำเป็น ถ้าสิ่งที่ต้องการคือออกเอกสารให้ครบและถูกต้องตามฟอร์แมตสรรพากร โปรแกรมออกเอกสารเฉพาะทางก็ตอบโจทย์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับฟีเจอร์บัญชีเต็มรูปที่อาจไม่ได้ใช้

ควรเทียบอะไรก่อนตัดสินใจสมัครโปรแกรมออกเอกสารบริษัท?

เทียบ 4 อย่างคือ ความครบของชนิดเอกสารที่ออกได้ ความถูกต้องตามฟอร์แมตสรรพากร รองรับหลายบริษัทได้จริงไหม และเวลาที่ตัดงานคีย์มือได้จริง ไม่ใช่ดูแค่ราคาต่ำสุด

ลองออกเอกสารจริงฟรี

LL-Docs ออกเอกสารธุรกิจไทย 37 ชนิดตามมาตรฐานสรรพากร เลขรันนิ่งอัตโนมัติ PDF ฟอนต์ไทยคมชัด ใช้ได้หลายบริษัท — เริ่มใช้ฟรี หรืออยากได้เวอร์ชันติดตั้งภายในองค์กร ดูรายละเอียด

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือกฎหมาย โปรดตรวจสอบรายละเอียดกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้จริง